Wednesday, September 28, 2005

แก่งกระจาน 2

ติดใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ไป แถมให้สัญญิงสัญญากับภูผาเอาไว้ ว่าจะกลับไปเยียมอีกครั้ง

คราวนี้ไม่รอใครหน้าใหนจัด ไปกันเองกับเพื่อนๆ ได้เพื่อนใหม่มาสองก่อนออกเดินทาง และได้เพื่อนใหม่เพิ่มอีกสามเมื่อมาถึงแก่งกระจาน มาเที่ยวนี้นั่งรถแดงจากกรุงเทพฯ (พ่อแม่รู้คงดีใจม๊าก) เจอรถที่ประสบอุบัติเหตุหระว่างทางด้วย เพื่อนเราชะโงกหน้าไปดูกัน เราไม่ ไม่ชอบดูอะไรแบบนี้ ห้ามเพื่อนเล่าให้ฟังด้วย

ไปถึงท่ายาง ลงรถแดง ต่อสองแถวเข้าอุทยาน ถึงหน้าอุทยานต้องเดินเข้าไปเอง พระเจ้า เขาไม่ส่งถึงที่ เดินก็ได้ เดินขึ้นเขื่อนมา อากาศดีมาก เดินเรื่อยๆ จนก่อนถึงโรงเรียน (ฝั่งตรงข้าม) เห็นร้านขายอาหารตามสั่ง เลยไปนั่งกิน พลางผูกมิตรกับคุณป้าคนขาย นิสัยดีมาก อาหารอร่อยมาก ให้เยอะมาก อิ่มมาก

กินเสร็จสรรพก็เดินเข้าที่ทำการอุทยาน จัดการจ่ายเงิน กางเต๊นท์นอน เพื่อนเราก็เหลือบเห็นชายในฝัน หนุ่มต่างชาติ รูปร่างดี ผมสีทองกำลังเดินมา เฮลโล รีบทักทายออกไปเพื่อนเรากลัวคนอื่นเย่ง ได้แต่ส่ายหน้า โรคแพ้สีทองกำเริบอีก พอไอ้หนุ่มนั่นเดินเข้ามาใกล้ เพื่อนเรารีบหันหลังให้เดินกลับเข้ากลุ่ม เราได้แต่งง เป็นบ้าอะไรของมันเนี่ย แต่ก็ถึงบางอ้อ เมื่อพบว่าหนุ่มหล่อนั่น ปากแหว่งนิดๆ เพื่อสานต่อมารยาทที่ร้องทักทายเขาไป และหาตัวหารค่ารถขึ้นเขาจ้างพรานเข้าป่าจึงเอื้อนเอ่ยวาจาชักชวน ระหว่างนั้นก็เจอคู่สามีภรรยาแพทย์ชาวเยอรมัน เลยรวมกลุ่มกันเช่ารถจ้างพรานสำหรับวันพรุ่งนี้ ตอนเย็นเดินลงมาเล่นสันเขื่อน

เอ้อ เกือบลืมนักเลงใหญ่่แห่งอุทยานแก่งกระจาน เป็นนกเงือกพิการ เกเรมาก พวกเราต้องคอยหลบ เพราะมันชอบไล่ จริงก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้หรอก แต่ก็น่ากลัวนะ

เจ้าหน้าที่บอกตั้งเตนท์ตรงนั้นระวังจระเข้ขึ้นมาคาบไปเล่นน้ำนะ เพราะที่แก่งกระจานเป็นแหล่งจระเข้น้ำจืดของไทยนะ ต้นแม่น้ำเพชรในป่ายังมีเหลืออยู่ (เขาว่านะ)

ได้แต่หัวเราะปลอบใจตัวเอง ก่อนมาถึงเราคงได้กินไอ้คู่หนุ่มสาวนั่นก่อน ตายทีหลังหัวเราะดังกว่า 555

เช้าเก็บของขึ้นรถ (ตามกฏ รถขึ้นเขา กับลงเขามีเวลากำหนดเอาไว้ ไม่ให้รถสวนกัน ขึ้นตอนเข้า ลงตอนเย็นเท่านั้น) ถึงหน้าน้ำตกทอทิพย์ตัดสินใจว่าค่ำนี้นอนหน้าผาตรงลานจอดฮอ แล้วก็ไปเดินเล่นดูพลับพลาตำหนักของพระเทพฯ (คนที่นี่ เรียก พลับผลา ตามสำเนียงคนเพชร) เพื่อนดันทำนาฬิกาหล่น จะทิ้งเลยก็เสียดาย เลยเดินกลับมาดู ระหว่างทางตอนนั้นมันเริ่มมืด ต้องใช้ไฟฉายเข้าช่วย ไม่มีคณะบุคคลใดอีกเลยนอกจากพวกเราทั้งเจ็ด เดินเรียงหน้ากระดานบนถนนรู้สึกตัวเองยิ่งใหญ่โชคดี เสียงชะนีร้องมีแว่วๆ ให้ได้หยอกล้อกัน ก่อนมีคนเปิดปากพูดเรื่องสิ่งต้องห้ามระหว่างเข้าป่าขึ้นมา (อ้อ ระหว่างที่เราเดินหานาฬิกา พรานนำทางขอนอนพัก เยี่ยม) สิ่งต้องห้าม คือ ผี เสือ ช้าง งู หมูป่า

และแล้วคืนนั้นก็มีบางอย่างมาเยี่ยมเยือนพวกเรา เหมือนเสียงสัตว์อย่างหมูป่าวิ่งรอบเต็นท์ พวกเราทุกคนตื่นขึ้นมามองหน้ากัน ไม่กล้าเปิดไฟฉายกลัวมันชาร์ทเข้าใส่ รอจนแน่ใจว่ามันไปแล้วถึงได้ตะโกนถามเต็นท์ข้างๆ ว่าตื่นอยู่หรือเปล่า ทุกคนตื่นเหมือนกันหมด เลยออกมานั่งข้างนอก พลางหาหลักฐานอย่างรอยเท้า ไม่มี

พรานเดินเข้ามาบอกให้เข้านอนซะ พรุ่งนี้จะเล่าให้ฟัง

ตื่นเช้า อากาศดี ทะเลหมอกอยู่แค่่ปลายเท้าตรงหน้าผา ข้างหน้า หมอกเต็มไปหมด อีกครั้งที่เหมือนอยู่บนสวรรค์ ถ่ายรูปไว้หลายใบ ธรรมชาติล้วนๆ คนไม่เกี่ยว ต้มกาแฟ หุงข้าว กินข้าวกับปลากระป๋อง+น้ำพริกบนใบตองได้อารมณ์มาก

พรานบอกเมื่อคืนเหมือนหมูป่ามาดมกลิ่นอาหาร แกนอนในเปล ห่างออกไป

มองหน้ากัน ไม่พูดอะไรมาก จะเป็นอะไรก็ช่างเถอะ ไม่อยากจะพูกถึงตอนนั้น เพราะกำลังดื่มด่ำกับธรรมชาติ

จากนั้นก็เก็บของ ออกเดินทางไปน้ำตกทอทิพย์ ที่ซึ่งเราได้จับหน้าอกผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ใช่แม่เป็นครั้งแรกในชีวิต

0 Comments:

Post a Comment

<< Home