Wednesday, September 28, 2005

เส้นทางการเดินทางที่โดดเดี่ยว แต่ไม่อ้างว้าง

ชอบเดินทางไปใหนมาใหนคนเดียว จริงๆ แล้วไม่ได้ไปคนเดียวหรอก

มีพี่ที่รักของหัวใจติดตามไปด้วยเสมอ

คงเพราะอย่างนั้น ถึงได้พบเจอแต่เรื่องราวดีๆ ตลอดการเดินทาง

บางครั้งเหมือนจะหลงทาง หากแต่เป็นก้าวย่างสู่มิติใหม่ของการใช้ชีวิต

มีน้องชายคนหนึ่งบอกเราว่า เมื่อเดินทางหากไม่ข้องแวะเข้าหาสิ่งเลวร้าย ไปด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น ไม่คิดชั่วกับผู้ใด
เราก็จักปลอดภัยเสมอ

ก่อนออกเดินทางคนเดียว เราก็มีกลุ่มคณะไปเที่ยวด้วย อย่างตอนนี้ที่กำลังเขียน ก็ไปกับเพื่อนๆ

เมื่อตอนที่อายุประมาณหนึ่งเราก็เร่ร่อนไปทั่วแผ่นดินไทย ไปเพราะต้องการความสนุก ผจญภัยกับเพื่อนๆ

โชคดีได้เข้าเป็นอาสาสมัครของมูลฯิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย เลยได้เข้านอกออกในพื้นที่ต้องห้ามหลายส่วน

ทุกที่งดงามมาก แม้ยากลำบากในการเข้าไปเยี่ยมเยืยน เขาตะปูที่พวกเราตั้งชื่อกันเองที่ป่าแก่งกระจานบริเวณที่เขาไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปไป พวกเราก็ไปนั่งบนยอดเขา ก้มหน้ามองเห็นนกเงือกบินโฉบเฉี่ยวอยู่เบื้องล่าง หลายคนขึ้นทางตรง แต่เรากับเอก จำเป็นต้องไต่ขึ้นทางลัด ตามหน้าผาชัน ที่ผู้คนส่วนใหญ่ล่าถอยไม่กล้าปีนต่อ เราสองคนมองหน้ากันเมื่อเห็นเพื่อนๆ ต่างถอยหลัง พยักหน้าให้กันอย่างรู้คำตอบว่าจะเอาอย่างไรต่อไป สองมือเกี่ยวหินตะปุ่มตะป่ำบาดเข้าไปในเนื้อ แต่ตอนนั้นไม่รู้สึกอะไรเลย อะดรีนาลีนคงหลั่งออกมามาก พรานที่นำหน้าไม่เหลียวหลัง ตะโกนมาบอกให้ดูโพรงถ้ำว่าหากมีผีค่างโป่งจริง คงอยู่ในนั้น ให้กำลังใจกันดีพิลึก

พักใหญ่ๆ ก็ถึงยอดผา พรานมาถึงก่อน นั่งรออย่างเย็นใจ ถามว่าไม่กลัวงูกันเหรอ มองหน้ากันกับเอก งูเหรอ/

พรานมองหน้ายิ้มๆ ก็ไอ้ตัวใหญ่ที่อยู่ตรงยอดผาก่อนขึ้นมาไง เราสองคนมองหน้ากันก่อนบอกว่าไม่เห็นเจอเลย พรานดัวเราะบอกโชคดีที่ไม่เจอไม่งั้นคงไม่กล้าปีนขึ้นต่อ แล้วแกก็เดินนำหน้าไปชี้ให้ดูว่างูอยู่ใหน

ก้มหน้าชะโงกหัวมองตามมือ โอ้วพระเจ้า ตัวใหญ่มาก เรามองข้ามมาได้อยางไรเนี่ย นึกขอบคุณเจ้าป่าเจ้าเขาเป็นการใหญ่ที่ช่วยปิดตาลูกไว้ไม่ให้เห็นงู ไม่งั้นซวยแน่ เพราะไม่มีทางที่จะปีนกลับลงไปได้

แต่ก็ไม่ได้ตื่นเต้นมาก รู้สึกดีมากที่ได้มาถึงจุดนี้ นั่งลงตรงหน้าผา ลมพัดเย็นสบาย มองเห็นเมฆลอยต่ำอยู่ข้างล่าง แล้วสักพักก็ได้ยินเสียงเหมือนเครื่องบินเข้ามาใกล้ ก้มมองดูเห็นนกเงือกตัวใหญ่บินอยู่ด้านล่าง สวยงาม ประทับใจ นั่งอมยิ้มอยู่คนเดียวจนโดนแซว พรานถามว่ายิ้มอะไรกันนักหนา ก็บอกว่าภูมิในที่เราอยู่บนที่ที่สูงขนาดนกเงือกยังบินต่ำกว่า แะมีเมฆอยู่ด้านล่าง เหมือนอยู่บนสวรรค์ พรานหัวเราะ

อีกครู่ใหญ่คณะที่เหลือที่เดินอ้อมขึ้นทางปกติก็มาถึง เราถึงกับอึ้ง เมื่อรู้ว่ามีทางอื่นที่ขึ้นมาถึงยอดเขานี้ได้นอกจากการปีนหน้าผาสูงชันนั่น หันไปมองหน้ากับเอก ก่อนพูดกับพรานว่า ทำไมไม่บอกว่ามีทางอื่น พรานอมยิ้มก่อนตอบว่า ไม่อย่างนั้นก็ไม่สนุกน่ะสิ เป็นการวัดใจได้นะ และเราควรจะภูมิใจที่สามารถเอาชนะความกลัวได้ คนตั้ง 30 คน ขึ้นมาได้แค่ 2 อีกประมาณ 10 คนขึ้นทางอ้อม ที่เหลือกลับค่ายไป

นึกในใจด่านโหดเหมือนเรียน ร.ด. เลย ขากลับนี่สิจะตายเอาให้ได้ แข้งขามันแข็งไปหมด ต้องเดินลุยลำธารน้ำเล็กๆ บรรยากาศสวยมาก ทุกอย่างเป็นธรรมชาติหมด ขามาน้ำยังไม่ขึ้น แต่ขากลับเข้าเกือบถึงเอว ใครจะกลัวทากก็กลัวไปเถอะ เราไม่สนใจแล้ว ตั้งใจเดินไปข้างหน้าอย่างเดียวเหมือนหุ่นยนต์ ล้าไปหมด เดินไปชนรังแตนยังไม่รู้ตัว มารู้อีกทีก็ตอนโดนพวกที่เดินตามมาข้างหลังว่าเดินไม่ดูตาม้าตาเรือ แตนจะต่อยพวกด้านหหลังทำให้ต้องหยุดขบวนกว่า 10 นาที จะว่าไงก็ตามใจเถอะ เหนื่อยว่ะ

ถึงค่าย เข้าห้องน้ำจะอาบน้ำ แสบมือมาก มองดูฝ่ามือเเห็นแผลเล็กๆ เต็มไปหมด มือสั่นมาก ไข้ก็เหมือนจะขึ้น เลยออกมากินยา เช็ดตัว เข้านอน จริงๆ พวกเราหลังกินข้าวต้องช่วยกันล้างจาน แต่เราหยิบจับอะไรไม่ได้เลยสองคนกับเอก

เข้านอน ตืนเช้าไปดูดงผีเสื้อ นั่งรถขึ้นเขา หน้าน้ำตกทอทิพย์ สวยโคตร แต่ไม่ได้พัก ระหว่างทางรถวิ่งทุกอย่างรอบตัวเงียบสงัด สีเขียวของใบไม้ อากาศเย็นสบายเหมือนพวกเราอยู่อีกโลกหนึ่ง สัญญากับภูผาเอาไว้ว่า จะกลับมานอนป่าแก่งกระจานอีกครั้ง...หลายครั้ง

0 Comments:

Post a Comment

<< Home